บางประการสำหรับผู้นำ
ชีวิตกำลังเติบโตขึ้นอีกขั้น เลยนำ how-to บางประการสำหรับผู้นำ, เจ้าของกิจการ, หัวหน้า, เจ้านาย, ลูกพี่ ฯลฯ มาฝาก
เริ่มบริษัทออกแบบจากตัวคนเดียว ผ่านไป 2-3 ปี มีทีมรวม 20 คน ครึ่งหนึ่งเป็นดีไซเนอร์ อีกครึ่งเป็นส่วนขายและประสานงาน จากที่เริ่มขายงานด้วยการตระเวณคนเดียว ขายงานหลักหมื่นต่อเดือน ก็มามีเพื่อนร่วมสร้างบริษัท มีทีมขาย ขายงานหลักล้านในแต่ละเดือน
จากที่เคยไร้ระบบและวินัย แต่ก็ใกล้ชิดกับทุกคนจนเข้าใจทั้งความฝันและความไม่ฝัน ตอนนี้กลับเริ่มมีระเบียบระบบ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับความห่างเหิน ซึ่งเกิดจากปริมาณคน ปริมาณงาน
คุยกับน้องๆในบริษัทว่า บางที เราคงมาถึง Coming of age,
ทำให้คำพูดของ Charles Handy เด่นชัดขึ้นมา,
The leader must have a love of people, and a capacity for aloneness.
(ผู้นำนั้นต้องมีความรักในผู้อื่น และมีความสามารถที่จะอยู่เพียงลำพัง)
ขยายความโดยพรหมวิหาร 4 ของพระพุทธเจ้า (คุณธรรม 4 ประการอันเป็นที่อยู่ของพรหม – คือผู้นำ) ได้ว่า
love of people (มี 2 มิติ เพราะความรักของผู้ปกครองไม่ได้กล่าวถึงมิติในแง่รักแบบสิเน่หา, รักแบบอาลัย, รักแบบฉันทะ, ฯลฯ วันหลังคงได้กล่าวละเอียดถึงคำศัพท์ซึ่งสะท้อนมิติของความรัก)
1. เมตตา – หวังให้ผู้อื่นเป็นสุข
(ง่ายกว่า อย่างหยาบๆก็เช่น ซื้อผลไม้ให้เด็กกิน)
2. กรุณา – หวังให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
(ยากกว่า อย่างหยาบๆก็เช่น สอนให้เด็กปลูกผลไม้ – การจะพ้นทุกข์ได้ มันต้องมีความสุข-อย่างยั่งยืน-ได้เสียก่อน)
capacity for aloneness (มี 2 มิติ)
3. มุทิตา – พลอยยินดี
(่ง่ายกว่า โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่คนขี้อิจฉาริษยา)
4. อุเบกขา – ความวางเฉยที่เหมาะควรแก่สถานการณ์
(ยากกว่าถึงยากที่สุด การวางตัวให้ทุกคนรักนั้น ย่อมง่ายกว่าการวางตัวให้ทุกคนทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งแน่นอนว่า ต้องแลกกับความโดดเดี๋ยวของผู้นำ)
กับอีกบางคำคมที่อาจเป็นประโยชน์
อย่ามองคนที่ท่าที ให้มองที่หัวใจ
อันนี้เฮียวิรัชพูดบ่อย ส่วนใหญ่การทำเลาะกัน เกิดขึ้นเพราะเรื่องเช่นนี้
เลี้ยงทหารพันวัน ใช้งานวันเดียว
แม้จะไม่ค่อยชอบความสัมพันธ์แบบเจ้าขุนมูลนายจากสุภาษิตจีนนี้ แต่ก็เอาไว้คอยเตือนใจตัวเองหลายครั้ง เวลาที่น้องแต่ละคนออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง เพราะทุกครั้งที่น้องแต่ละคนต้องโชว์ฝีมือ เค้าก็ทำได้ดี
บริษัทที่ดีนั้น ไม่ควรต้องสร้างแรงจูงใจในการทำงาน เพราะคนที่เหมาะสมกับงานนั้นมีแรงจูงใจอยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำก็คือ หาคนที่ต้องการขึ้นรถคันเดียวกัน – ไปด้วยกัน และหาคนที่ไม่ต้องการอยู่ในรถคันเดียวกัน – ลงจากรถ
อันนี้มาจากหนังสือ Good to Great ของ Jim Collins จำได้ว่าพัชเคยคุยกับผมเรื่องนี้ หลังจากที่เราตัดสินใจให้พนักงานบางคนออก
ฯลฯ
เพื่อนบางคนสร้างกิจการขึ้นมา ถึงจุดที่คนเริ่มเยอะ เริ่มเป็นระบบ ก็กลับตัดสินใจขายบริษัททิ้งไป เพราะมันไม่สนุกแล้ว
เพื่อนบางคนเปิดบริษัทได้ซักพัก ก็กลับไปเป็นคอนเซ้าท์เหมือนเดิม เพราะงานง่ายกว่า เงินเยอะกว่า
เพื่อนบางคนเปิดบริษัทมานาน หาจุดลงตัวได้ว่า แค่ไหนที่ทำให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า – แต่สิ่งที่เค้าแลกก็คือ การ Turnover ของพนักงานสูง (พนักงานลาออก-เข้าใหม่บ่อย)
ฯลฯ
วิธีการเลี้ยงชีวิตของแต่ละคนย่อมต่างกัน เพราะทางที่เราเลือกเดินนั้นต่างกัน
ไม่เคยรู้สึกยิ่งใหญ่อะไรเลย จนกระทั่งแม่ของพัชกล่าวชมว่า
“ชีวิตของเม่นนี้ดีนะ น่าจะได้บุญมาก เพราะได้มีโอกาสเลี้ยงคนถึง 20 คน”
เพราะรู้ว่าน้องแต่ละคน ต่างก็มีทางไปทั้งนั้น ไม่ว่าจะมีผมหรือว่าไม่มี ทำให้ครั้งแรกที่ผมได้ยินประโยคนี้ รู้สึกทั้งประหลาดใจ ระคนอิ่มใจ
เออหนอ ความเป็นไปได้มีอยู่เป็นอนันต์ในโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับมีเพียงสิ่งเดียว
จริงๆแล้ว เราไม่ต้องมาพบกันก็ได้ แต่แล้วเราก็กลับได้มาพบกัน ทำงานร่วมกัน
…
แล้วผมก็รู้สึกเหมือนชีวิตได้ก้าวขึ้นบันไดมาอีกขั้น ที่เคยคิดเล็กคิดน้อย คาดหวังให้แต่ละคนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (ซึ่งเป็นผลพวงจาก Key Performance Index ทั้งหลาย) ก็พลันปลาสนาการไป
จริงสิ – ผมกล่าวกับตัวเอง
เป็นผู้นำ จงมีจิตใจกว้างใหญ่ดังมหาสมุทร

รูปเมื่อไปเที่ยวเขาใหญ่ ปีที่แล้ว

รูปเดี่ยว 🙂

รูปเมื่อเที่ยวอยุธยา เมื่อเดือนพฤษภาคม