ปาย – ที่พำนักของข้าพเจ้า
มาอยู่ปายได้ 2-3 เดือนแล้ว บินเข้ากรุงเทพฯ บ่อยมากในช่วงแรก เพราะการงานและนัดหมายค้างคา ตอนนี้พยายามให้เหลือเดือนละ 2 ครั้ง พบว่า พอเป็นไปได้
หลังจากเริ่มหายป่วยยาวนานราวกับถูกปายรับน้องใหม่ ผมก็คิดว่าน่าจะบันทึกมุมมองที่มีต่อเมืองแห่งนี้ ในฐานะผู้อาศัยคนหนึ่ง
เมืองท่องเที่ยว
ปายเป็นเมืองเล็กที่มีเสน่ห์ ทั้งจากความเล็ก ความเรียบง่าย และการยังไม่เป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ปายยังคงเสน่ห์แบบนี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะนักท่องเที่ยวมาเที่ยวปายกันไม่เกิน 3-4 เดือนต่อปี ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวในปายไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้เต็มที่ ส่วนใหญ่จึงเป็นคนพื้นที่ หรือคนที่รักจะอยู่ที่นี่ เป็นคนดำเนินการ
ในปายจึงมีคนมาเก็งกำไรในหน้าหนาว และเจ๊งกลับไปในหน้าร้อนจำนวนมาก
ซึ่งทำให้ปายไม่สามารถพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวแบบสมุย พัทยา เชียงใหม่ ฯลฯ ที่มีตลาดท่องเที่ยวรองรับทั้งปีได้ในเร็วๆ นี้ (รัฐอาจจะมองว่าเป็นข้อเสีย แต่ผมมองว่าเป็นข้อดี)
และพลอยทำให้ปายไม่มีอาคารสูงไปโดยปริยาย
แหล่งวัตถุดิบ
เมื่อได้จ่ายตลาดที่ปาย จึงทำให้คิดว่า ปัจจุบันจะเหลือ Prime Source แบบนี้ซักอีกกี่ที่นะ นั่นคือ เราได้ซื้อผักจากแม้วที่ปลูกโดยตรง พริก/มัน ที่ขาวเขาไปเก็บมาขายยังมีดินติดอยู่ ฯลฯ แต่เนื่องจากปายมีฝรั่งอยู่พอควร จึงมีชีส, ไวน์, วัตถุดิบในการปรุงอาหารฝรั่งไม่น้อย
ในหัวเมืองใหญ่ กว่าจะซื้อของสดเหล่านี้ ต้องผ่านมาหลายมือมาก แต่ถ้าจะไปซื้อถึงแหล่ง ก็ต้องไปไกลมาก ปายกลายเป็นแหล่งที่ “เมือง” ที่สุด เท่าที่จะพบ Prime Source ได้
ปายเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นเยี่ยม จึงช่วยไม่ได้ที่อาหารในปายมักจะอร่อยเป็นพิเศษ
สิ่งแวดล้อม
ปายมีอากาศดี ต้นไม้เยอะ ไม่แล้งน้ำแม้ในฤดูแล้ง (ถามฝรั่งที่มาแต่งงานกับคนไทยที่นี่) หากรู้สึกในเมืองปายวุ่นวายไปซักหน่อย แค่ขับรถออกไป 5 นาที ก็จะกลายเป็นป่า เป็นทุ่งนา อันนี้คงไม่ต้องอธิบบายมาก น่าจะเห็นได้จากรูปทั่วไป
คนรักปาย
เสน่ห์ของเมืองที่สำคัญมากก็คือ คนในเมืองรักเมืองของเค้า ซึ่งเผอิญว่า ปายมีทั้งคนท้องที่ ที่รักที่นี่ และมีคนต่างถิ่นที่ตกหลุมรักเมืองนี้ เข้ามาอยู่
ปายเมื่อหลายสิบปีก่อน ขึ้นชื่อในแง่ว่าเป็นที่พี้กัญชาของฝรั่งฮิปปี้ (เพราะบรรยากาศดี, ที่พักถูก – ปีละ 500 บาทก็มี, ใกล้เชียงใหม่ เดินทางไม่ลำบากนัก) ต่อมาเมื่อศิลปินคนไทยเริ่มมาเที่ยวมาอยู่ ก็เริ่มพัฒนาอัตลักษณ์ให้ปายกลายเป็นเมืองชิค แนว และชิล 🙂
ในปายถ้ามีคนเมาทำขวดเหล้าตกแตกกลางถนน ในเวลาไม่นานร้านแถวๆ นั้นจะเก็บกวาดให้เรียบร้อย
ปัจจุบันมีคนหลากหลายสัญชาติในปาย ทั้งคนอิตาลีที่รักที่นี่ เลยมาเปิดร้านพิซซ่าที่นี่, คนอังกฤษที่มาแต่งงานกับคนไทยแล้วขุดบ่อปลา ทำไร่ รวมทั้งทำขนมเค้กส่งร้านในเมือง, ฝรั่งหลายสัญชาติ มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้เด็กเมืองปาย ฯลฯ
อาจเป็นเพราะ โดยพื้นฐาน ปายก็เป็นเมืองหลากวัฒนธรรมอยู่แล้ว (มีชาวเขาหลายเผ่าที่นี่/มีคนนับถือศาสนาหลากหลายในนี้) เมื่อฝรั่งและคนเมืองเข้ามาอยู่ ก็เลยไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไรกัน
การศึกษา
ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ ระบอบการศึกษาของไทยมันเหี้ยเสียจนผมคิดว่า หากผมมีลูกโตในปาย ผมน่าจะจัดการศึกษาที่ดีให้เค้าได้ ยิ่งประกอบกับ “เด็กนานาชาติ” Generation ต่อไปของปาย ผมคิดว่าการศึกษาในปายน่าจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดด้วยซ้ำ
คนรักปายหลายๆ คนก็พูดเช่นเดียวกันว่า ให้ลูกโตในสิ่งแวดล้อมที่ดี ดีกว่า แล้วถ้าอยากให้ทัดเทียมคนอื่นๆ มากค่อยส่งเรียนที่เชียงใหม่ละกัน
ข้อดีอีกข้อก็คือ ผมได้รับเกียรติให้ดูแลหลักสูตร ไอทีวัลเลย์ อยู่ ซึ่งใช้กับระดับมัธยมของปายด้วย
การงาน/อินเตอร์เน็ท
ตอนนี้ผมยกเลิกงานแทบทุกอย่างในมือ (รายได้หายไปครึ่งนึง – แต่อยากมาปาย ก็ต้องแลกกันหน่อยใช่มั้ย :D) เหลือเพียงงานของ TiGER iDEA, vaivaisoft และ MADz ซึ่งทำผ่านอินเตอร์เน็ทเป็นหลัก ก็เข้าไปประชุมในกรุงเทพฯ เดือนละ 2 ครั้ง ก็พอไหว
เพียงแต่ต้องต่ออินเตอร์เน็ททั้งของ TOT และ CAT ในปาย เผื่อเวลาล่มฉุกเฉิน (ซึ่งเกิดได้เสมอ)
ที่หนักสุดคือไฟดับ ช่วงท่องเที่ยวก็อาจจะดับซักสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง ก็ต้องเตรียมตัวหน่อย
อนาคต
ความฝันในระยะนี้ซ้อนทับกับใครหลายคนทีเดียว แต่มันก็ยังต้องทำอะไรอีกเยอะ ทั้งการอยากจะสร้างไอทีวัลเลย์, ชุมชนคนทำเว็บ, หลักสูตร Open Source บนอินเตอร์เน็ท, การสร้างครอบครัวที่ดี, การมีบ้านในกลางทุ่งนา เลี้ยงม้า ขุดบ่อ ทำไร่ ฯลฯ ดูเหมือนจะเป็นฝันเฟื่อง แต่เมื่อเลือกปายแล้ว ทุกสิ่งก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้หมดเลยเชียว