เม่น • บล็อก เม่น • บล็อก

แรงดึงดูดและการอุบัติซ้ำ กรรมและพรหมลิขิต

อ่าน 17 นาที

คุณ mk ได้กระตุ้นความอยากเขียนบันทึกไว้ตั้งแต่นานแสนนานสำหรับคนเขียนบล็อก แต่เพียงชั่วผีเสื้อกระพือปีกสำหรับคนเกียจคร้านและวุ่นโคตร ในเรื่องราวเมื่อคุณ mk และทีม SIU มาเยี่ยม iSchool ออฟฟิศกระผม

เรื่องที่ผมกล่าวว่า

พรหมลิขิตเป็น integration ของกรรม

และ

กรรมมันอินทิเกรตโว้ย
(นั่นคือ ไม่ใช่ทำชาตินี้ ไปเกิดผลชาติหน้า แต่มันอินทิเกรตตลอดเวลา ให้ผลตลอดเวลา)

ผมเคยบันทึกและพิสูจน์ไว้หยาบๆ หลายปีก่อนที่ ทรรศนะในเรื่องชะตากรรม ว่า หากเชื่อในเรื่องกรรม (action = reaction) และเชื่อในเรื่องภพชาติ ผลสุดท้ายเราจะเชื่อในเรื่องพรหมลิขิต

และหากใช้ภาษาร่วมสมัย นั่นก็ย่อมเป็นเรื่องเดียวกับ “กฎของแรงดึงดูด” หรือ “Law of attraction

ซึ่งเมื่อลองใคร่ครวญมากขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกว่า เออเหนอ สิ่งที่เราเจอทั้งหลาย เราเป็นคนดึงดูดมันมาทั้งนั้นนี่นา ในอดีตจนปัจจุบัน เราชอบ เราคิด พูด ทำ (action หรือ กรรม) ในเรื่องแบบไหน เราก็ดึงดูดสิ่งเหล่านั้น สะสมข้ามภพชาติมาเรื่อยๆ ในสมัยหนึ่งเราอาจจะเลือกที่จะลองเล่นดนตรี แล้วเราก็พบว่าเราใส่ใจกับมัน เราพยายามกับมัน เราก็เลยดึงดูดมัน ข้ามเวลาแสนนานต่อมา เราก็เลยมีแนวโน้มจะได้รู้จักกับดนตรีมากกว่าคนปกติ (ค่าเฉลี่ย) และไม่แน่หากเราทุ่มเทและอุทิศเพื่อดนตรีมากขึ้น ในอนาคตกันไกลโพ้น เราอาจจะเกิดมาแล้วเล่นดนตรีได้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

ซึ่งทำให้ผมคิดว่า

แรงดึงดูด ก่อให้เกิดการอุบัติซ้ำ และกรรม ก่อให้เกิดพรหมลิขิต

การมีตัวแปร “ภพชาติ” เข้ามาเกี่ยว ทำให้เราตอบคำถามของไอสไตน์ได้ง่ายขึ้น ที่ว่า “พระเจ้าคงไม่ทอดลูกเต๋าหรอกเฟร้ย” (สิ่งที่เราพบนั้น เป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นสิ่งที่กำหนดไว้แล้ว?) ว่า จะเรียกว่าทอดลูกเต๋าก็ได้ ไม่ทอดก็ได้ ลองนึกว่า พระเจ้าทอดลูกเต๋าเป็นล้านๆ ครั้ง (ล้าน=10^6), เป็น Googol ครั้ง (googol=10^100), เป็นอสงไขยครั้ง (อสงไขย=10^140) … ก็ย่อมพบว่า การที่มันจะได้ผลลัพธ์เป็น 1 หรือ 2 หรือ 6 นั้นไม่สำคัญเลย เพราะเดี๋ยวมันก็เป็นอย่างอื่นอีก และเดี๋ยวมันก็อุบัติซ้ำอีกนับครั้งไม่ถ้วน (วัฏสงสาร)

นั่นคือถ้าเราประพฤติตัวปกติมาหลายๆ ชาติ เราอาจจะได้พบกับดนตรีก็ได้ ไม่พบกับดนตรีก็ได้ เกลี่ยไปเกลี่ยมา แต่ถ้าเราเริ่ม “จริงจัง” กับดนตรี ก็เหมือนกับลูกเต๋าที่เริ่มบิ่น และเริ่ม “ออกซ้ำ” ซึ่งมันก็จะดึงดูดให้เราได้พบเจอกับดนตรีอีกมากว่าปกติ คราวนี้ ทอดลูกเต๋าเป็นล้านครั้ง กลับออกเลข 3 มากกว่าชาวบ้านเสียแล้ว และภพชาติต่างๆ กลับปรากฏ “ดนตรี” ในชีวิตเรา มากกว่าคนทั่วไปเสียแล้ว

ซึ่งเมื่อเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ก็ทำให้เราเริ่มเข้าใจต่อว่า “สิ่งทั้งหลายในชีวิตที่เกิดขึ้น เราเป็นคนตัดสินใจ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) ให้มันเกิดขึ้นทั้งนั้น” หากเราไม่ชอบดนตรี ไม่ฟังดนตรี ชีวิตในอนาคตก็มีแนวโน้มจะไม่ข้องเกี่ยวกับดนตรี และไม่ได้เกิดมาในประเทศที่คนเล่นดนตรี

ถ้าตรรกะนี้เข้าใจได้ง่าย เราก็ย่อมเข้าใจได้ว่า

1. ผมมาเกิดในประเทศที่ผู้คนดัดจริต เพราะผมเป็นคนดัดจริต (บ้างว่า “สฎษดก”)

ผมอยากให้คนอื่นทำดี ทำถูก แต่ผมไม่สนใจจะพัฒนาตนเอง ผมก็ย่อมมาอยู่ในประเทศที่ผู้คนมัวแต่สาดโคลนใส่กัน ผมใช้ซอฟแวร์ผิดกฎหมาย ไม่เคารพกฎจราจร ติดสินบนเจ้าพนักงาน ไม่ข้ามถนนบนทางม้าลาย ลอกข้อสอบ กินแรงเพื่อนร่วมงาน ไม่ใส่ใจงานที่ได้รับมอบหมาย โกงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อแสดงความมีอำนาจของตำแหน่ง ฯลฯ ผมก็ย่อมมาอยู่ในประเทศที่ข้าราชการคอรัปชั่น ผู้คนขโมยผลงานกัน อวดเอาหน้า โฆษณาล้างสมอง อิจฉาริษยาคนทำดีแต่เด่น นักการเมืองเลว ตำรวจบ้าอำนาจ ฯลฯ

ผมเป็นคน “เลือก” ให้สิ่งต่างๆ เกิดมาทั้งนั้น หรืออย่างน้อย ผมเป็นคน “เลือก” ที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เอง

คนที่พูดประเด็น “สฤษฎก” ได้ยอดเยี่ยมและคมคายคือคุณ mk ขอเชิญอ่าน The Main Problem of Thailand , คนชั้นกลาง และอื่นๆ ในบล็อกอัน aggressive นั้นแหละ ;P

2. ผมมาเกิดในประเทศศักดินา เพราะผมชอบทาสรับใช้

คนจบนอกหลายคน เมื่อต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงเลือกกลับเมืองไทย มักจะมีวาระแอบแฝงจากคำพูด “ไม่มีที่ไหนสบายเหมือนเมืองไทย” ว่า “เมืองไทยมีชนชั้น มีคนใช้ มีเด็กเสิร์ฟ โว้ย” ซึ่งหมายความว่า ลึกๆ เราก็ชอบให้คนขับรถ/คนใช้/เด็กเสิร์ฟ มาหมอบกราบเรา มากกว่าที่จะเป็นแบบเด็กเสิร์ฟเมืองนอกที่ “กูเสิร์ฟมึง มึงก็ทิปกู มึงกูเท่ากันเว้ยยย”

เราดึงดูดการแบ่งแยกชนชั้น รุ่นพี่รุ่นน้อง เราเลยมาเกิดรวมกันที่เมืองไทย ที่ที่เราซื้อเบ๊นซ์เพราะมันแสดงถึง “อำนาจ” ซื้อไอโฟนเพราะมัน “สูงส่งกว่า” ผมสบายใจที่ขึ้นแทกซี่แล้วเค้านอบน้อมด้วย ไปร้านอาหารต่างจังหวัดแล้วผู้คนกุลีกุจอต้อนรับ ผมก็ย่อมมาเกิดร่วมกับ ดร. หยิ่งยะโส, พณฯ ท่านที่ชอบปิดถนนเล่น, ลูกหลานคนรวยที่มีสิทธิมากกว่า ยิงคนตายไม่ผิด ขับรถชนคนเล่นได้ ขับเครื่องบินหลวงเล่นได้ หรือใครต่อใครที่โกงชาติบ้านเมืองแล้วผู้คนยกย่องคารวะ ฯลฯ เพราะว่าเราก็รู้ว่า เราอยู่เหนือใครบางคนเสมอ และนั่นก็คือความยุติธรรมแห่งประเทศสยามของเรา

3. ผมมาเกิดเมืองไทย เพราะผมหลงใหลในภาษาไทย

เหมือนจะเขียนแต่ข้อเสีย เดี๋ยวท่านทั้งหลายจะกล่าว “ไม่พอใจ ก็อย่ามาอยู่เมืองไทยสิโว้ย” อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย กระผมเข้าใจข้อจำกัดต่างๆ และเข้าใจวาสนาตนเองที่เลือกมาอยู่ที่นี่

เมื่อวิเคราะห์ตนเองไปเรื่อยๆ ผมก็พบว่า ผมเองชื่นชอบในบทกวีไม่น้อย และคิดต่อว่า หากใครซักคนจะชื่นชอบบทกวีอย่างสุดจิตสุดใจ เค้าควรจะต้องมาเกิดเป็นคนไทย เพราะภาษาไทยนั้นรุ่มรวยถ้อยคำอย่างยิ่ง คำด่าของเรามีมากมายนัก (ภาษาที่ด่าได้แค่คำว่า “ฟัก” นั้นชิดซ้าย) คำไวพจน์ (synonym) ของไทยนั้นมีมหาศาลจนใช้ไม่หมด เช่น คำที่แปลว่า “สวย”, “ดอกไม้”, “ผู้หญิง” ฯลฯ คำคล้องจองของเรา เพราะพริ้งยิ่งกว่าภาษาใด (ภาษาอื่นจะแต่งบทกวีอย่าง “นกน้อยนอนแนบน้ำ ในนา” อย่างท่านศรีปราชญ์ – เจ้าของถ้อยคำ อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นเดียวกัน – ได้ละหรือ?) และจะมีภาษาใดกำกวมได้ยิ่งกว่าภาษาไทย? ซึ่งผู้คน จะเอาถ้อยคำมาตีประเด็นอย่างไรก็ได้ เหมาะกับการเขียนกวียิ่งนัก (การยกย่องในความกำกวมนี้ ทำให้ผมมีปัญหากับการสอบ Writing ของ TOEFL พอสมควร จนมารู้ภายหลังว่าภาษาอื่นเค้าไม่กำกวมโว้ย จึงพอจะเขียน Writing ได้บ้าง)

4. ผมมาเกิดเมืองไทย เพราะผมชอบ “กลิ่นฝน” แต่ไม่ได้กลิ่น “หิมะ”

ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด โตมากับบ้านที่มีตุ่มรองน้ำฝน ชอบกลิ่นฝน ที่มาพร้อมกับลมสดชื่นที่พัดผ่านยอดหญ้า สมัยที่อยู่อเมริกา ผมก็ชอบเล่นหิมะในระยะแรก แต่แล้วก็ไม่ได้พิศมัยนัก

5. ผมมาเกิดเมืองไทย เพราะผมเป็นคนไม่มีระเบียนวินัย เป็นคนตามแห่ โหยหากลุ่ม และไม่มีสำนึกด้านการเมือง

ผมย่อมไม่ควรเกิดในประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้คนมีวินัย, ไม่ควรเกิดในประเทศแถบตะวันตก ที่ผู้คนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่มีทรรศนะ “ปลอดภัยเมื่ออิงกลุ่ม” แบบคนไทย, ไม่ควรเกิดเป็นคนเยอรมัน ฐานรากของกฎหมายมหาชนของโลก, ไม่ควรเกิดเป็นคนฝรั่งเศสรสนิยมวิไล ที่เฝ้าครุ่นคิดและใช้ปัญญาวิพากษ์ปัญหาส่วนรวม และใส่หน้ากากผู้ดี ฯลฯ เรามีนิสัยแบบใด เราก็ควรเกิดในเมืองที่ผู้คนเค้าเป็นแบบนั้น และนั่นก็ทำให้ “การติดยึด” นั้นยิ่งเข้มขึ้น เพราะเมื่อเราเกิดและโตในเมืองแบบนั้น เราก็ย่อมมีนิสัยแบบคนในเมืองนั้น

ปัญหานี้ พอคิดแล้วสนุกดี เพราะจะพบถ้อยคำที่เรียกว่า “กงล้อประวัติศาสตร์” หรือมากกว่านั้นก็คือ “เวลาไม่ได้เดินไปเป็นเส้นตรง หากแต่เป็นวงกลม อดีตของเรา จะไปปรากฏเป็นอนาคตของเรา” (เปรียบเทียบกับการทอดลูกเต๋าก็คือ ลูกเต๋ามันก็วนออกมา 1-6 นั่นแหละ วนไปวนมา การได้ 1 ตอนเช้า ก็ตอนเย็น ไม่ได้ต่างอะไรกัน)

6. ผมมาเกิดเมืองไทย ได้พบพระพุทธศาสนา เพราะผมนับถือพระพุทธศาสนา

แล้วถ้อยคำก่นด่า ประชดประชันด้านบน ก็กลับกลายเป็นความวาบหวามโรแมนติคอย่างยิ่ง เมื่อจบท้ายด้วยการบอกว่า ผมรักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีแต่การเกิดมาในสังคมไทยเท่านั้น ที่จะมีภูมิหลังมากพอที่จะเข้าถึงพุทธธรรมได้สะดวก และนั่นก็คุ้มค่ากับการเกิดมาเจอ “ด้านแย่ๆ ของความเป็นไทย” ทั้งหลาย หรือจะว่าไปแล้ว ต่อให้ชีวิตจะต้องเลวร้ายกว่านี้อีกกี่เท่า ต่อให้สังคมจะสาดโคลน สาดระเบิดใส่กันมากกว่านี้อีกสักเท่าไหร่ แค่ได้เกิดมาเจอพุทธศาสนา ก็คุ้มค่ากับความเลวร้ายทั้งปวงแล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ กล่าวเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2551 ว่า

คนไหนความจำดีๆ ระลึกชาติได้ จะรู้สึกเลยว่า ชาติไหนที่ไม่ได้เจอพระพุทธศาสนานั้น ชีวิตมันวังเวง

ก็ทำคุณงามความดีไปนั่นแหละ แต่ว่าไม่รู้เป้าหมายของชีวิต

พระพุทธเจ้ามาสอนเรานะ ให้เรารู้ว่า เป้าหมายของชีวิตเรา คืออะไร

เขียนเรื่องแรงดึงดูดและกฎแห่งกรรมเพื่อรับใช้ “ความคิด”

เพื่อที่จะให้เกิดแรงส่งต่อ ให้ได้พบกับพุทธศาสนาอีกในอนาคต ย่อมต้องใช้ “การกระทำ”

ข้ามภพชาติมานานแสนนาน กว่าจะได้พบพระพุทธศาสนา กว่าจะได้พบกัน

หากท่านได้อ่านประโยคนี้ ย่อมแปลว่า เรามีวาสนาต่อกัน และท่านเองก็มีวาสนาต่อ พุทธธรรม

ลอง คลิกฟังธรรม หน่อยดีมั้ย ขอให้ฟังซัก 1-2 คลิป หากไม่ถูกจริตก็ไม่ว่ากัน

(นั่น ตอนจบดันฮาร์ดเซลซะงั้น :D)

สวัสดี

(คลิกจิ)