เม่น • บล็อก เม่น • บล็อก

เมื่อชีวิตเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

อ่าน 13 นาที

ช่วงนี้ชีวิตเติบโตขึ้นมาก มุมมองของชีวิตเปลี่ยนไปพอสมควร รู้สึกนิ่งขึ้น มีความสุขอันละเอียดละออมากขึ้น ซึ่งคงเป็นเพราะหลายๆอย่างเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะ

  • ฝันถึงวัยเด็กเมื่อปลายปีที่แล้วติดต่อกันหลายเดือน เลยได้กลับไปดูบ้านในวัยเด็กของตัวเอง
  • แล้วก็เลยนึกเขียนบันทึก ชีวิตผ่านไปทีละวัน และได้ย้อนกลับไปดูตัวเอง ว่าเติบโตมาอย่างไร
  • ได้เข้าอบรม Mind Training กับสถาบัน HOAI (โทร. 02-240-2844-5) จากการเชิญชวนและรบเร้าของนายฮั่น ทำให้ได้เปิดใจ ทำความเข้าใจอดีต มีเป้าหมายในชีวิต และกระตือรือล้นที่จะพัฒนาตนเอง คอร์สนี้พัฒนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อผู้คนต่างสิ้นหวังในชีวิต นักจิตวิทยาทั่วโลกต่างประชุมร่วมกัน เพื่อหาทางออกว่า ผู้คนจะมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร
  • ได้อ่านหนังสือ สนทนากับพระเจ้า, การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา ซึ่งยอดเยี่ยมสมกับที่คุณสุวินัยกล่าวว่า “เพราะ God ในหนังสือเล่มนี้ คือกัลยาณมิตรที่ทรงภูมิปัญญาที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผู้อ่านจะพานพบได้ในชีวิตนี้” หลายส่วนของ God ในหนังสือเล่มนี้ กล่าวได้สอดคล้องกับพุทธรรมมาก
  • หนังสือ มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน, Man’s Search for Meaning เป็นเรื่องราวของผู้รอดชีวิตในค่ายกักกัน เหมือนกับที่เป็นสาเหตุแห่งการสร้างคอร์สอบรม Mind Trainning ที่พยายามจะชี้แนวทางบางอย่างร่วมกันว่า ผู้ที่รอดชีวิตนั้น ไม่ใช่เพราะเค้าหนุ่มหรือแก่ แข็งแรงหรืออ่อนแอ แต่เพราะมีความมุ่งมั่น และมีเป้าหมายในชีวิตต่างหาก ซึ่งความมุ่งมั่น หรือ Passion พื้นฐานที่นักจิตวิทยาสมัยใหม่ปูทางให้ ก็สอดคล้องกับทั้ง ฉันทะ และ ศรัทธา ในพุทธรรม
  • หนังสือ ศิลปะแห่งความสุข, The Art of Happiness สอดคล้องกับทุกเล่มด้านบน แม้ผู้เขียนพยายามทำให้ดูมีหลักการตามวิทยาศาสตร์ไปนิด อย่างไรธรรมะและท่านดาไลลามะก็ยิ่งใหญ่เสมอ
  • หนังสือ ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ ของ คุณศุภวรรณ กรีน และอีกหลายอย่างที่อ่านผ่านเว็บไซต์ เค้ากล่าวว่า ขออวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน โดยการประกาศว่าบรรลุอรหันต์ เพราะเห็นว่า หากไม่กล่าวเช่นนี้ ดูท่าคนทั่วไปจะไม่เชื่อว่าเส้นทางของพระพุทธเจ้ามีจริง โดยส่วนตัวกระผมไม่ทราบว่าเค้าบรรลุจริงหรือไม่อยู่แล้ว เพราะกระผมเป็นคนตาบอด มิอาจเห็นคนตาดี แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ และยิ่งปฎิบัติวิปัสนาตามก็ยิ่งสัมผัสได้ และยิ่งชอบที่ในหนังสือ ไม่เคยกล่าวอวดอ้างว่าเหนือพระธรรมแต่อย่างใด
  • ได้ดู DVD เรื่อง The Secret ซึ่งพูดอยู่เรื่องเดียวเลยว่า ความลับที่จะทำให้คนเราได้ในส่ิงที่ปรารถนา นั่นคือ Law of attraction, ซึ่งเป็นเสี้ยวหนึ่งในพุทธรรมทั้ง อิทธิบาท 4 และ พละ 5 กล่าวคร่าวๆแล้วก็ยังสอดคล้องกับข้อบนๆที่กล่าวมา คือ ความเชื่อ ความมุ่งมั่น นั่นเอง ถ้าเชื่อว่าทำได้ เราจะทำได้ (หรือจะกล่าวตามพระคัมภีร์ไบเบิลก็ได้ว่า โดยความเชื่อ ท่านจะรอด)
  • ได้ทำตามความฝันสำเร็จไปหลายๆเรื่อง ทั้งการได้แต่งเพลง ทำเพลงขาย ได้ออกอัลบัมของตัวเอง ได้ตระเวณเล่นคอนเสิร์ต เปิดหมวก และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ได้ลงหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ออกทีวี ได้สัมภาษณ์ลงนิตยสารสีสัน ได้ทำ MV และได้ออนแอร์ออก MTV Thailand ได้ออกคลื่น Fat Radio, Seed FM และอื่นๆ (บางส่วนดูที่ บันทึก Happy D. Dogs: บทเพลงในอัลบัมง่ายๆ)
  • และหลังจากโปรโมทและลงทุนไปปีเศษ ก็พบว่าธุรกิจดนตรีนั้นขาดทุนไปหลายล้านบาท และอัลบัมของผม กับศิลปินใหม่อีกคนหนึ่ง ก็ถูกลืมไปในสายลม (อ้อ คนอีก 99.9% ไม่รู้จักด้วย)
  • ได้สร้างบริษัทของตัวเอง เริ่มจากตัวคนเดียว รับงานฟรีแลนซ์ จนกระทั่งมีพนักงาน 20 คน จากขายปีละแสน มาเป็นปีละสิบล้าน ได้ทำงานกับทั้งลูกค้าเมืองไทยและเมืองนอก ได้ถ่ายทำ คุมกองถ่าย ตัดต่อ เขียนบท ออกแบบ 3D กราฟฟิคดีไซน์ ทำหนังสือ ทำ event พูดบรรยาย นำเสนองานกับผู้บริหารระดับสูงในบริษัทใหญ่ๆ ฯลฯ มีงานที่ท้าทาย สนุกสนาน มีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา
  • แล้วปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ก็พบว่าเป็นขาลงของธุรกิจ บริษัทเอเจนซี่โฆษณาแบบผมปิดตัวไปจำนวนมาก เกิดการตัดราคากันครั้งใหญ่ และทำให้ผมต้องลดคน เหมือนกับปิดบริษัททิ้งไป แล้วเปิดบริษัทใหม่ เล็กๆ พอดีๆ มีแค่ 10 คน มีอะไรก็ทำเอง ไม่มีลูกน้องเยอะเหมือนก่อน
  • ทั้งเรื่องทำเทป และเรื่องทำบริษัทโฆษณา ได้บทเรียนตรงกันว่า อย่ารีบร้อนโต ให้รีบร้อนเข้าใจตัวเองดีกว่า และธุรกิจที่จะอยู่ได้นั้น ต้องมาจาก demand จริง (แน่นอนว่า demand คนก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา)
  • และช่วงนี้ ก็เป็นครั้งแรกที่กระผมต้องทำงานเพื่อเงิน เมื่อก่อนตอนที่อยู่คนเดียว ผมก็เป็นเหมือนตั๊กแตนในนิทานอีสปได้ รื่นเริงตลอดเวลา พอหน้าหนาว คนอื่นอุ่น อิ่มหมีพีมัน ผมก็ยังหยิ่งหายใจเบาๆไปได้ แต่พอกลายเป็นบริษัท เราอดได้ แต่จะให้ลูกน้องมาอดก็ใช่เรื่อง ดังนั้นก็ต้องกู้ยืม ทวงเงินลูกค้า หาเงินหมุนไปเดือนๆอยู่ดี
  • แล้วไอ้พันก็พากระผมไปเล่นเกมแข่งหนู หรือ Rat Race ของ Robert Kiyosaki ซึ่งทำให้เห็นความสิ้นหวังของการเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ร้ายก็คือ ผมดันไม่อินกับทางออกที่เค้าเสนอให้ทำขายตรง นั่นยิ่งทำให้ผมเกิดความเบื่อหน่ายกับธุรกิจมากที่สุด ตั้งแต่เกิดมา

ถ้าคนรวย คือคนที่ได้ทุกสิ่ง ตามที่เค้าปรารถนา ก็ย่อมชี้ให้เห็นแล้วว่า มีแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่จะรวยที่สุด – ซึ่งไม่ใช่เพราะได้ทุกสิ่ง แต่เป็นเพราะไม่ปรารถนาต่างหาก

โดยสรุป เมื่อปรารถนาน้อย เราก็จะรวยมาก

  • ซุป เพื่อนภาคคอมผู้อุทิศชีวิตไปกับการปฎิรูปการศึกษาไทยมาหลายรูปแบบ ผิดหวังมาก็มาก (เช่นหลายโปรเจ็คของ The GURU) ผลสุดท้ายมาลงเอยที่การทำธุรกิจดำน้ำ (FreedomDive.com) เพราะเห็นว่าโลกใต้น้ำนั้น “เป็นโลกที่ไม่คุ้นเคย ลึกลับ และ งดงาม ซึ่งจะทำให้ผู้ดำน้ำรู้สึกนิ่งขึ้น สงบขึ้น และเห็นแก่ตัวน้อยลง” ซุปมาเยี่ยมที่ออฟฟิศของผมแล้วกล่าวว่า “ทำไมนายถึงเสียเวลาไปทำเรื่องมายาวะ ไม่ทำของจริงบ้างหรือ?”
  • ได้พบกับความรัก ได้ตกหลุมรัก มีคนบอกรัก และได้เฝ้าดูแลการเติบโตของความรัก ซึ่งงดงามบ้าง กระท่อนกระแท่นบ้าง

ฯลฯ

ความคิดต่างๆ บางอย่างเกิดเพียงชั่วแล่น ผ่านมาพอให้เกิดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วมันก็ไป เรียบเรียงมาบางส่วนเท่าที่นึกออก เพื่อจะได้เตือนตนเอง และบอกกล่าวว่า เกิดอะไรขึ้นในชีวิต

และผลลัพธ์ของเหตุประจวบเหมาะเหล่านี้ ก็ทำให้กระผมเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง และตระหนัก ในถ้อยคำที่คอยบอกกล่าวตนเองว่า

ความทุกข์นั้นเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิต ที่ต้องเผชิญและผ่านมันไป ไม่ใช่การหนีหน้าหรืออดทนรอ หากแต่ว่าเราต้องเผชิญ และเฝ้าดูมันทำร้ายเรา เพื่อให้เราได้เติบโตขึ้น

แล้วสุดท้าย ผมก็รู้สึกว่า ความเหงานั้น ไม่เท่เหมือนเดิมอีกแล้ว มันเป็นเพียงบางห้วงอารมณ์ของชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ต่างหาก

ต้นกล้านั้นผลิใบ โตออกมาทะลุกระป๋อง

มันไม่แข็งแกร่งเหมือนตอนเป็นเมล็ดอีกแล้ว

แต่โลกใบเดิมนี้ ก็กลับสวยงามขึ้นอย่างประหลาด