เม่น • บล็อก เม่น • บล็อก

ชีวิตผ่านไปทีละวัน (2) ช่วงมัธยม

อ่าน 6 นาที

ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยเรื่องสั้นจบในตอน ทั้งดีและร้าย สนุกสนาน ไร้แก่นสาร หรือมุ่งมั่นค้นหาสาระ บางเรื่องที่ผ่านมานั้น เราอาจจะลืมมันไปเสียนาน จนกระทั่งมีเหตุการณ์ให้หวนระลึก เรื่องที่เคยจบในตอน ก็กลับกลายเป็นแค่ปฐมบท สำหรับเรื่องขนาดยาวต่อมา

ต่อจาก ชีวิตผ่านไปทีละวัน (1) ช่วงอนุบาล-ประถม

ผมย้ายเข้ามากรุงเทพ และสอบเข้าโรงเรียนบดินทร์ ได้ที่ 1 ของรุ่น (ที่ทราบก็เพราะอาสะใภ้ เป็นอาจารย์ที่นั่น) นั่นทำให้ความคาดหวังจากคนรอบข้างเริ่มกดทับ และก็เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่า ในโลกนี้มีคนที่อยากแข่งขันกันอยู่ด้วย

ผมไม่อยากแข่งกับใคร ผมไม่อยากเป็นที่ 1 แล้วมีเพื่อนชม แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกไม่เป็นมิตร ผมรู้สึกว่าพ่อก็เริ่มชินกับผลการเรียนดีของผม ทำให้ท่านคาดหวังว่า ผมควรจะได้ 4.00 เป็นปกติไปตลอด ทำให้ผมบอกกับตัวเองในวัยนั้นว่า “จงทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องพิเศษ อย่าทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องปกติ” และหาทางลดความคาดหวังของคนอื่นๆ จนเริ่มทำได้ตอนที่เลื่อนขึ้นม.3 ผมได้อยู่ห้อง Queen แทนที่จะอยู่ห้อง King เหมือนที่ผ่านมา และเริ่มได้เกรด 3

ด้วยเหตุนี้ เมื่อผมทำดี หรือได้คะแนนดี มันจึงเป็นเรื่องพิเศษ เมื่อผมทำไม่ดี ได้คะแนนธรรมดา มันจึงเป็นเรื่องธรรมดา

ความคิดในเรื่อง “จงทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องพิเศษ อย่าทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องปกติ” นั้นค่อยๆเกิดขึ้น และฝังอยู่จนกลายเป็นตัวตนแบบนึงของผม มันทำให้ผมมีระยะห่างกับเกือบทุกคนตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่ผมรู้สึกว่ากำลังจะกลายเป็น “คนดีสมบูรณ์แบบ” สำหรับใครแล้ว ผมกลับกลัวว่า เค้าจะมาคาดหวังอยากให้ผมเป็นอย่างที่หวัง ผมก็จะรีบชิงสร้างระยะห่างออกมา ไม่ให้ “ความดีสมบูรณ์แบบ” นั้น เป็นภาพลักษณ์ของผมต่อเค้า

ใช่ เพราะในช่วงมัธยมนั้น ผมเป็นทั้งตัวแทนโรงเรียนเข้าแข่งขันหลายต่อหลายเรื่อง, เป็นประธานสีที่ได้รับเลือกเอกฉันท์, อยู่ในคณะกรรมการนักเรียน, คณะกรรมการอินเตอร์แรค, เป็นประธานเชียร์ของโรงเรียนในงานกีฬา 5 พระเกี้ยว, ได้รับรางวัลแต่งเพลง (แต่ง+ร้อง+เล่นกีต้าร์) จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และได้แสดงหน้าโรงเรียน, เป็นตัวแทนโรงเรียนแข่งขันตอบปัญหาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ธรรมะ ประกวดสิ่งประดิษฐ์ ฯลฯ เป็นคนพูดนำในงานรับน้องระดับมัธยมปลาย, นำร้องเพลงชาติ ไหว้พระ สวดมนต์ (ทำไปได้งัยเนี่ย) ฯลฯ

ภาพลักษณ์คนดีสมบูรณ์แบบนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผมศึกษาจิตวิทยาเชิง How-to มากเหลือเกินในช่วงนั้น อ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองไม่น่าต่ำกว่าร้อยเล่ม, ฝึกวินัย การตอบสัมภาษณ์ ฝึกกังฟู สมาธิ เทควันโด และอื่นๆหลายแบบ จนมันก็ฝังเข้าไปในกระบวนความคิดและการแสดงออก

แต่ตอนจะจีบผู้หญิง ผมกลับรู้สึกว่า ควรจะเปลื้อง How-to ทั้งหลายออกไป แล้วทำตามสิ่งที่คิดจริงๆ ไม่ให้ซ้ำ How-to ผลก็เลยกลายเป็นว่า มันเร่ิมต้น และจบลง เละไม่เป็นท่า เหมือนคนที่อยากจะแต่งเพลงเพราะๆซักเพลง แต่ตั้งใจว่าจะต้องไม่มีส่วนใดคล้ายเพลงอื่นที่มีมาในโลก แน่นอนว่า มันย่อมให้ผลลัพธ์ออกมาแต่โน้ตห่วยๆ ประหลาดๆ และไม่โรแมนติกเอาซะเลย

ตอนต่อไป > ชีวิตผ่านไปทีละวัน (3) ช่วงมหาวิทยาลัย